การท่องเที่ยวเชิงมืดเชื่อมโยงความทรงจำทางประวัติศาสตร์กับการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรม: นิทรรศการ “สะพานข้ามแม่น้ำแควและทางรถไฟไทย–พม่า” ปิดฉากอย่างงดงาม
เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม ๒๕๖๙ ดร. นัทธีรา ภักดีไพโรจน์ หัวหน้าหลักสูตรการจัดการมหาบัณฑิต สาขาการจัดการอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ มทร.รัตนโกสินทร์ นักวิจัยด้านการท่องเที่ยวได้จัดนิทรรศการภายใต้แนวคิดการท่องเที่ยวเชิงมืดและการสื่อสารมรดกทางประวัติศาสตร์ โดยมีคณะทำงานวิจัยที่นำโดย ดร. นัทธีรา ภักดีไพโรจน์ หัวหน้าหลักสูตรการจัดการมหาบัณฑิต สาขาการจัดการอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ มทร.รัตนโกสินทร์ เป็นผู้วางแผนและดำเนินงาน นิทรรศการครั้งนี้มุ่งนำเสนอประเด็นเกี่ยวกับสะพานข้ามแม่น้ำแควและทางรถไฟไทย–พม่า ซึ่งเป็นหมุดหมายทางประวัติศาสตร์สำคัญของจังหวัดกาญจนบุรี ผ่านบอร์ดนิทรรศการ อินโฟกราฟิก โรลอัพ แผ่นภาพสองภาษา การบรรยายภาคสนาม และการจัดแสดงในพื้นที่สาธารณะ เพื่อชวนให้นักศึกษา ชุมชน และผู้เข้าชมทั่วไปมองเห็นประวัติศาสตร์ช่วงสงคราม ความทุกข์ยาก ความทรงจำ และการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมในมิติที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น
เนื้อหาหลักของนิทรรศการประกอบด้วยหัวข้อสำคัญ เช่น “Thailand’s Death Railway”, “The Bridge on the River Kwai”, “Memory Across Borders” และ “Tracks of Empire, War, and Memory” โดยนำเสนอภูมิหลังของทางรถไฟไทย–พม่าในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ความยากลำบากของแรงงาน ความทรงจำข้ามพรมแดน การพัฒนาการท่องเที่ยว และเส้นทางสู่การเสนอขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก นิทรรศการไม่ได้เน้นเพียงชื่อเสียงของสะพานข้ามแม่น้ำแควในฐานะแหล่งท่องเที่ยวเท่านั้น แต่ยังชี้ให้เห็นบาดแผลจากสงคราม ความทรงจำของแรงงานข้ามชาติ การสูญเสียของมนุษย์ และความจำเป็นในการสะท้อนบทเรียนเพื่อสันติภาพ
ดร. นัทธีรา ภักดีไพโรจน์ หัวหน้าหลักสูตรการจัดการมหาบัณฑิต สาขาการจัดการอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ มทร.รัตนโกสินทร์ กล่าวว่า สะพานข้ามแม่น้ำแควและทางรถไฟไทย–พม่าเป็นทรัพยากรการท่องเที่ยวที่สำคัญของประเทศไทยมาอย่างยาวนาน แต่ความเข้าใจของสาธารณชนจำนวนมากยังคงจำกัดอยู่ที่การถ่ายภาพ การท่องเที่ยวแบบผิวเผิน หรือการรับรู้ผ่านภาพยนตร์และสื่อสังคมออนไลน์ แท้จริงแล้ว พื้นที่แห่งนี้มิได้มีเพียงคุณค่าด้านการท่องเที่ยว หากยังเป็นพื้นที่ประวัติศาสตร์ที่เชื่อมโยงความทรงจำของไทย เมียนมา ญี่ปุ่น และโลกตะวันตก นิทรรศการครั้งนี้จึงต้องการทำให้ผู้ชมเข้าใจว่า การท่องเที่ยวเชิงมืดไม่ใช่การบริโภคความทุกข์ แต่เป็นการใช้การท่องเที่ยว การศึกษา และการจัดแสดงสาธารณะเพื่อทำให้ประวัติศาสตร์ได้รับการมองเห็น ได้รับการสนทนา และได้รับความเคารพ
นิทรรศการได้แบ่งเนื้อหาออกเป็นหลายส่วน ได้แก่ “ทางรถไฟแห่งความทุกข์”, “สะพานแห่งความทรงจำ”, “บาดแผลแห่งสงคราม”, “ความทรงจำข้ามพรมแดน” และ “เส้นทางสู่มรดกโลก” โดยส่วนของ “ทางรถไฟแห่งความทุกข์” นำเสนอเรื่องแรงงานบังคับ สภาพการก่อสร้างที่ยากลำบาก และการสูญเสียชีวิตจำนวนมาก ส่วน “สะพานแห่งความทรงจำ” อธิบายความหมายเชิงสัญลักษณ์ของสะพานในฐานะพื้นที่รำลึก ขณะที่ “ ความทรงจำข้ามพรมแดน” เปิดมุมมองจากไทย เมียนมา ญี่ปุ่น และประเทศตะวันตก เพื่อให้เห็นว่าประวัติศาสตร์ชุดเดียวกันสามารถถูกจดจำ ตีความ และส่งต่อในหลากหลายบริบท นิทรรศการยังชี้ว่า หากจะผลักดันประเด็นนี้สู่การขึ้นทะเบียนมรดกโลกในอนาคต จำเป็นต้องพัฒนาฐานข้อมูลประวัติศาสตร์ ความร่วมมือข้ามชาติ การมีส่วนร่วมของชุมชน ระบบการตีความมรดก และการจัดการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนควบคู่กันไป
รองศาสตราจารย์ ดร.อาคีรา ราชเวียง รองอธิการบดี กล่าวภายหลังเข้าชมนิทรรศการว่า การท่องเที่ยวเชิงมรดกเป็นส่วนสำคัญของการพัฒนาทรัพยากรการท่องเที่ยวของประเทศ เสน่ห์ของประเทศไม่ได้มาจากธรรมชาติหรือความบันเทิงเพียงอย่างเดียว แต่ยังมาจากประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม ความทรงจำ และเรื่องเล่าของท้องถิ่น สะพานข้ามแม่น้ำแควและทางรถไฟไทย–พม่าเป็นทรัพยากรทางประวัติศาสตร์ที่มีชื่อเสียงระดับนานาชาติ พร้อมทั้งมีคุณค่าทางการศึกษาและการรำลึกอย่างลึกซึ้ง การพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงมรดกจึงไม่ควรเน้นเพียงจำนวนผู้มาเยือนหรือรายได้ทางเศรษฐกิจ แต่ควรให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์วัฒนธรรม การมีส่วนร่วมของชุมชน และการอธิบายความหมายของสถานที่ให้ผู้เข้าชมเข้าใจอย่างแท้จริง
ศาสตราจารย์ ดร.กนกพร นุ่มทอง จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ให้ความเห็นว่า มรดกทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม มีความสำคัญต่อการพัฒนาประเทศในหลายมิติ ในเชิงเศรษฐกิจ มรดกสามารถกระตุ้นการท่องเที่ยว วัฒนธรรมสร้างสรรค์ การจ้างงานในท้องถิ่น และเศรษฐกิจชุมชน ในเชิงการศึกษา มรดกทำหน้าที่เป็นห้องเรียนสาธารณะที่ช่วยให้นักเรียน นักศึกษา และประชาชนเข้าใจประวัติศาสตร์ชาติ ความทรงจำจากสงคราม และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ในเชิงสังคม การอนุรักษ์มรดกช่วยเสริมสร้างความรับผิดชอบต่ออดีต อัตลักษณ์ ทางวัฒนธรรม และการถ่ายทอดความทรงจำระหว่างรุ่น เธอย้ำว่า ทางรถไฟไทย–พม่าเป็นประวัติศาสตร์ ที่ข้ามพรมแดนและเชื่อมโยงชะตากรรมของผู้คนจำนวนมาก การสื่อสารเรื่องนี้จึงควรมีมุมมองที่เปิดกว้าง ทั้งต่อความทุกข์ การไตร่ตรอง การพัฒนาการท่องเที่ยว และศักดิ์ศรีของประสบการณ์มนุษย์
นอกจากนี้ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ธนภณ ศรัญบูรณะ ประธานมูลนิธิธรรมาภิวัตน์ (Foundation for Globalization and Fairness) กล่าวว่า สะพานข้ามแม่น้ำแคว และทางรถไฟ ไทย–พม่าไม่ได้เป็นเพียงความทรงจำของประเทศไทยเท่านั้น แต่ยังเป็นประวัติศาสตร์ระดับโลก ที่เกี่ยวข้องกับสงคราม แรงงาน ความสัมพันธ์ข้ามชาติ และคุณค่าของความเป็นธรรมต่อมนุษย์ เขาเห็นว่า การอนุรักษ์และสื่อสารมรดกนี้ควรก้าวพ้นกรอบการพัฒนาการท่องเที่ยวเพียงอย่างเดียว และควรวางอยู่บนฐานของความรับผิดชอบทางประวัติศาสตร์ การศึกษาเพื่อสันติภาพ และความเข้าใจระหว่างวัฒนธรรม การจัดแสดงในมหาวิทยาลัย ชุมชน และพื้นที่สาธารณะจึงช่วยขยายการรับรู้ของสังคมเกี่ยวกับความทรงจำสงครามศักดิ์ศรี ของผู้ได้รับผลกระทบ และคุณค่าของความยุติธรรม
จุดเด่นสำคัญของนิทรรศการครั้งนี้คือการก้าวออกจากพื้นที่นิทรรศการในมหาวิทยาลัยไปสู่พื้นที่ของชุมชนและสวนสาธารณะ ทำให้ผู้คนต่างวัย ต่างอาชีพ และต่างประสบการณ์สามารถเข้าถึงประวัติศาสตร์นี้ได้โดยตรง ในพื้นที่มหาวิทยาลัย ผู้เรียนและผู้สอนใช้การอ่านบอร์ด การสนทนา และการถ่ายภาพร่วมกันเพื่อทำความเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างการท่องเที่ยวเชิงมืด ความทรงจำจากสงคราม และการอนุรักษ์มรดก ส่วนในชุมชนและสวนสาธารณะ ประชาชนจำนวนมากหยุดชม ถ่ายภาพ แลกเปลี่ยนความคิดเห็น และบางครอบครัวยังพาเด็ก ๆ อ่านข้อมูลบนแผ่นป้าย ทำให้นิทรรศการมีบทบาททางการศึกษาในพื้นที่สาธารณะอย่างชัดเจน
ผู้เข้าชมจำนวนไม่น้อยกล่าวว่า กิจกรรมครั้งนี้ทำให้พวกเขาได้เข้าใจประวัติศาสตร์เบื้องหลังสะพาน ข้ามแม่น้ำแควและทางรถไฟสายไทย–พม่าอย่างเป็นระบบเป็นครั้งแรก จากเดิมที่หลายคนรู้จักพื้นที่นี้ในฐานะแหล่งท่องเที่ยว ภาพจำจากภาพยนตร์ หรือสื่อสังคมออนไลน์ นิทรรศการได้ช่วยเปิดมุมมองใหม่ให้เห็นว่า สถานที่แห่งนี้ไม่ได้เป็นเพียงจุดถ่ายภาพหรือเส้นทางท่องเที่ยวเท่านั้น หากยังเป็นพื้นที่ทางประวัติศาสตร์ที่บรรจุความทุกข์
จากสงคราม บาดแผลทางประวัติศาสตร์ ความทรงจำข้ามพรมแดน การสูญเสียของมนุษย์ และการใคร่ครวญถึงสันติภาพ ผู้เข้าชมบางส่วนยังแสดงความสนใจที่จะเดินทางไปจังหวัดกาญจนบุรีในรูปแบบการท่องเที่ยวเชิงลึก เพื่อเรียนรู้ประวัติศาสตร์ผ่านพื้นที่จริงมากกว่าการท่องเที่ยวทั่วไป
โดยภาพรวม นิทรรศการการท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ด้านมืดในหัวข้อ “สะพานข้ามแม่น้ำแควและ ทางรถไฟสายไทย–พม่า” ในครั้งนี้ มิได้เป็นเพียงกิจกรรมทางวัฒนธรรมภายในสถาบันการศึกษาเท่านั้น หากยังเป็นการปฏิบัติการเชิงสังคมที่เชื่อมโยงความทรงจำทางประวัติศาสตร์ การคุ้มครองมรดกทางวัฒนธรรม การพัฒนาทรัพยากรการท่องเที่ยวของชาติ และการศึกษาสาธารณะเข้าด้วยกัน คุณค่าของสะพานข้ามแม่น้ำแควและ ทางรถไฟสายไทย–พม่าจึงมิได้จำกัดอยู่เพียงจังหวัดกาญจนบุรี แต่ยังเกี่ยวข้องกับวิธีที่ประเทศไทยจะบอกเล่าความรับผิดชอบทางประวัติศาสตร์ ความทรงจำทางวัฒนธรรม และแนวทางการอนุรักษ์มรดกของตน ต่อประชาคมโลก ในอนาคต หากสามารถดำเนินงานอย่างต่อเนื่องในด้านการรวบรวมหลักฐานทางประวัติศาสตร์ การตีความคุณค่าของมรดก การมีส่วนร่วมของชุมชน ความร่วมมือข้ามชาติ และการบริหารจัดการการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน พื้นที่แห่งนี้ก็อาจได้รับความสนใจจากนานาชาติมากยิ่งขึ้น ภายใต้แนวคิดการคุ้มครองมรดกโลก ที่องค์การยูเนสโกให้ความสำคัญ และนิทรรศการครั้งนี้ยังเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างฐานทางสังคมที่กว้างขึ้นสำหรับความเป็นไปได้ในการผลักดันสู่การเสนอชื่อเป็นมรดกโลกในอนาคต
นงนุช ดลชัยกรร์สกุล / ข่าว

